ในยุคนี้นอกจากอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีต่าง ๆ จะมีความสำคัญ และจัดเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราทุกคนแล้ว การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของสองสิ่งนี้ ยังเป็นจุดเริ่มต้นของไอเดียในการสร้างธุรกิจที่แปลกใหม่และทำให้เกิดบริษัท Startup เจ๋ง ๆ อีกมากมายเลยล่ะ ซึ่งบริษัท Startup ส่วนใหญ่ล้วนมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่น่าสนใจเอามาก ๆ โดยจะเน้นทำธุรกิจรูปแบบการให้บริการที่ช่วยให้การใช้ชีวิตของเราสะดวกสบายมากขึ้น อย่างเช่นธุรกิจที่พี่ชิปปี้จะยกตัวอย่างในวันนี้ คือ ธุรกิจ Home Sharing ที่มีชื่อว่า Airbnb ที่กำลังมาแรงและเป็นที่นิยมไปทั่วโลกนั่นเองค่ะ

 

Airbnb คืออะไร?

เชื่อว่ามีน้อง ๆ หลายคนที่รู้จัก แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน ซึ่ง Airbnb มาจากคำว่า Air Bed and Breakfast เป็นธุรกิจ Startup ที่ทำเกี่ยวกับการแบ่งปันและให้เช่าที่พัก ซึ่งจะมีสิ่งที่แตกต่างจากโรงแรมทั่วไปก็คือ “พื้นที่ในการให้เข้าพัก” เพราะ Airbnb แค่มีห้องว่างในบ้านหรืออพาร์ตเมนต์ คุณก็สามารถเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพักได้! เรียกว่าได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย เจ้าของบ้านได้เงิน นักท่องเที่ยวได้ห้องพักราคาไม่แพง

ซึ่งจุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2551 จากการที่ผู้ก่อตั้ง Airbnb ต้องการหารายได้ โดยการใช้อพาร์ตเมนต์ 3 ห้องนอนของเขาเปิดรับให้นักท่องเที่ยวมาพัก จนนำไปสู่การพัฒนาให้กลายเป็นธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และทุกวันนี้แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจนี้บอกเลยว่ามาแรงและโตอย่างต่อเนื่องเลยทีเดียว โดยมีผู้ใช้บริการกว่า 150 ล้านคน! แถมใน 60% นี้ยังเป็นผู้ใช้กลุ่ม Millennial (กลุ่มคนที่เติบโตมาในยุคอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี) อีกด้วยนะ ส่วนฝั่งเจ้าของบ้านก็มีอยู่มากมายถึง 81,000 เมืองจาก 191 ประเทศทั่วโลกเลย!

ขอบคุณข้อมูลสถิติของ Airbnb ในปี 2019 จาก ​MuchNeeded

 

Airbnb จะเข้ามาแทนที่ธุรกิจโรงแรมได้จริงมั้ย?

พอเห็นแนวโน้มการเติบโตและตัวเลขของผู้ใช้งาน Airbnb แล้ว หลาย ๆ คนอาจจะเริ่มคิดว่า แล้วแบบนี้ธุรกิจโรงแรมไม่แย่หรอ? สำหรับในประเทศไทย Airbnb นั้นถือว่ามีผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมระดับกลางถึงล่างเท่านั้น เช่น พวกรีสอร์ต หรือ โฮมสเตย์ ที่อาจจะโดนแย่งส่วนแบ่งการตลาดไป แต่สำหรับโรงแรมใหญ่ ๆ แล้วยังไม่กระทบมากนัก เพราะราคาเข้าพักโรงแรมของประเทศไทยถูกกว่าประเทศอื่น ๆ อยู่พอสมควร แม้จะเป็นระดับ 5 ดาวเท่ากันก็ตาม ทำให้ในประเทศอื่น ๆ ที่โรงแรมมีราคาสูง ธุรกิจ Airbnb ก็จะเติบโตและเป็นที่นิยมมากกว่า นอกจากนี้แน่นอนว่ามีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย เพราะการเปิดห้องหรือบ้านให้นักท่องเที่ยวเข้าพัก ก็อาจทำให้เพื่อนบ้านข้างเคียงรู้สึกไม่ดีได้ ทั้งในเรื่องความปลอดภัยและเสียงที่ดังรบกวน หลาย ๆ ประเทศจึงเริ่มมีกฎหมายควบคุมห้องพักเหล่านี้มากขึ้น รวมไปถึงด้านนักท่องเที่ยวเอง ที่บางครั้งก็ไม่มั่นใจในการให้บริการของที่พักจาก Airbnb ที่ถึงแม้จะมีราคาถูก แต่ก็ยังกังวลเรื่องความสะอาดและมาตรฐานความปลอดภัย แถมการปล่อยเช่าที่พักแบบ Airbnb ก็ยังเป็นธุรกิจใหม่ที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจนอีกด้วย

 

แล้ว Airbnb ในประเทศไทยล่ะ ถูกกฎหมายมั้ย?

เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงทำให้ยังไม่มีกฎเกณฑ์อะไรที่จะมารองรับธุรกิจรูปแบบใหม่นี้ ซึ่งในตอนนี้ธุรกิจ Airbnb ในไทยจะยังไม่ถูกจัดเป็นธุรกิจโรงแรม เพราะพระราชบัญญัติโรงแรมยังไม่ครอบคลุมธุรกิจ Airbnb และยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายใด ๆ เพื่อรองรับธุรกิจเช่าห้องพักประเภทนี้ แต่หากต้องการปล่อยเช่าให้ถูกต้องตามกฎหมาย จะต้องปล่อยเช่าไม่เกิน 4 ห้องและต้องปล่อยเช่าเป็นรายเดือนด้วย

 

อย่างไรก็ตามน้อง ๆ ต้องติดตามกันต่อไปว่ากฎหมายที่ครอบคลุมธุรกิจ Home Sharing ในไทยจะมีทิศทางอย่างไร เพราะเชื่อว่าพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ ที่ชื่นชอบความสะดวกสบาย มีไลฟ์สไตล์ที่ชอบท่องเที่ยวเดินทางด้วยตัวเองและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนท้องถิ่น ก็จะทำให้ธุรกิจรูปแบบนี้ มีโอกาสเติบโตได้อีกในอนาคตอย่างแน่นอน 

 

ความคิดเห็นของเพื่อนๆ (1)

{{comment.comment}}

{{subcomment.comment}}

บทความที่น่าสนใจ

ฮีโร่เดือนนี้

ยกเลิก
ตกลง