หลาย ๆ คนอาจจะเคยได้ยินหรือคุ้นเคยกับกองทุน LTF กันมาบ้าง หรือถ้าใครไม่รู้จัก พี่ยูโรก็ขอเล่าให้ฟังคร่าว ๆ ก่อนว่า LTF นั้นย่อมาจาก “Long Term Equity Fund” หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” โดยกองทุนนี้เกิดขึ้นโดยมีเป้าหมายอยากให้ประชาชนได้รู้จักกับการลงทุนในระยะยาว ซึ่งมีความเสี่ยงน้อย และยังเอาไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย นอกจากนี้อีกสาเหตุหนึ่งมาจาก เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ประเทศไทยยังมีกองทุนไม่มากนัก ภาครัฐจึงอยากจะเพิ่มสัดส่วนกองทุนรวมให้มากขึ้นเพื่อทำให้ตลาดมีความเสถียรภาพมากขึ้น และยังทำให้ตลาดมีการเติบโตระยะยาวอย่างยั่งยืนอีกด้วย

แต่น้อง ๆ รู้หรือไม่ว่ากองทุน LTF ที่มีมาอย่างยาวนานนี้กำลังจะหมดอายุในสิ้นปีนี้แล้ว! แล้วกองทุนอะไรล่ะที่จะเข้ามาแทนที่กองทุน LTF ? และกองทุนใหม่จะมีข้อแตกต่างจาก LTF ยังไงบ้าง? วันนี้พี่ยูโรหาคำตอบมาให้แล้ว!

 

กองทุน SEF คืออะไร?

SEF นั้นมีที่มาจากคำว่า “Sustainable Equity Fund” หรือภาษาไทยคือ “กองทุนหุ้นยั่งยืน” จุดประสงค์หลักของกองทุนนี้ก็คือสร้างมาเพื่อแทนที่กองทุน LTF ที่กำลังจะหมดอายุลง และเข้ามาช่วยกระตุ้นให้ผู้ที่มีรายได้ปานกลางไปจนถึงรายได้น้อยหันมาออมเงินระยะยาวมากขึ้น เพิ่มทางเลือกในการลดหย่อนภาษี โดยกองทุนนี้จะช่วยเอื้อประโยชน์แก่ผู้มีรายได้ปานกลางไปจนถึงรายได้น้อย และสนับสนุนการออมเงินเพื่อเตรียมพร้อมรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอีกด้วย

แต่ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าสำหรับรายละเอียดและเงื่อนไขต่าง ๆ ของกองทุน SEF ที่พี่ยูโรกำลังจะบอกต่อไปนี้ เป็นเพียงแค่แบบร่างที่สภาธุรกิจตลาดทุนไทย หรือ FETCO ซึ่งเป็นภาคเอกชนได้นำไปเสนอต่อกระทรวงการคลังในรูปแบบของกองทุนใหม่เท่านั้น ยังไม่ได้ถูกบังคับใช้ทางกฎหมาย ดังนั้น จึงยังไม่ใช่ข้อสรุปที่แน่นอน 100% หรือยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้นั่นเอง แต่ก็มีแนวโน้มสูงที่แบบร่างกองทุนนี้จะถูกนำมาใช้จริง เพราะฉะนั้นศึกษาไว้ก่อนก็ไม่เสียหายครับ

 

ข้อแตกต่างของ SEF เมื่อเทียบกับ LTF

1. สินทรัพย์ที่ลงทุน: ข้อแรกก็คือความแตกต่างของนโยบายการลงทุน ในการกำหนดสินทรัพย์ที่ลงทุน

กองทุน LTF : เดิมจะต้องลงทุนในหุ้นไทยอย่างน้อย 65% โดยจะลงทุนในหุ้นใดก็ได้ ส่วนที่เหลืออีก 35% จะเป็นตราสารหนี้หรือหุ้นก็ได้ แล้วแต่ผู้จัดการกองทุนพิจารณา

กองทุน SEF : แต่สำหรับ SEF นั้น ใน 65% จะต้องลงทุนในหุ้นไทยที่มีความยั่งยืนสูง บวกกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่ออกโดยภาครัฐ ส่วนที่เหลืออีก 35% ผู้จัดการกองทุนจะพิจารณาและเลือกลงทุนได้อย่างอิสระ

 

2. เงื่อนไขในการซื้อกองทุน: ข้อแตกต่างต่อมาก็คือการกำหนดเงื่อนไขในการซื้อกองทุน หรือกำหนดเพดานการลงทุนนั่นเอง

กองทุน LTF : สำหรับ LTF นั้น จะสามารถซื้อกองทุนได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ และกำหนดให้มีเพดานการลงทุนอยู่ที่ 500,000 บาท

กองทุน SEF : ส่วนของกองทุน SEF นั้น จะสามารถซื้อกองทุนได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ โดยกำหนดเพดานการลงทุนอยู่ที่ 250,000 บาท ซึ่งจะทำให้ผู้ที่มีรายได้สูงลดหย่อนภาษีได้น้อยลง ในขณะที่ผู้มีรายได้ปานกลางไปจนถึงรายได้น้อยจะสามารถลดหย่อนภาษีได้มากขึ้น จะเห็นได้ว่า SEF นั้นถือเป็นกองทุนที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาการเอื้อประโยชน์ให้แก่คนรวย เพราะจะให้สิทธิประโยชน์ผู้มีรายได้น้อยมากกว่าผู้มีรายได้สูงนั่นเอง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น 2 กองทุนนี้ก็ยังมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่ นั่นก็คืออายุในการถือครองกองทุน ที่ยังคงมีอายุอยู่ที่ 7 ปีปฏิทินเหมือนเดิม

 

สำหรับน้อง ๆ บางคนอาจจะคิดว่าเรื่องการลงทุนระยะยาวนี้เป็นเรื่องไกลตัว เหมาะกับคนวัยทำงาน แต่ความจริงแล้ว ความรู้ในเรื่องการเงินและการลงทุนถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรรู้เอาไว้ เพราะความรู้เรื่องการเงินแบบนี้ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยอาจจะไม่ได้สอนอย่างจริงจัง แต่วันข้างหน้าน้อง ๆ จะต้องใช้ความรู้เหล่านี้ในการวางแผนอนาคตทางการเงินอย่างแน่นอน ดังนั้นรู้ไว้ก่อน ย่อมได้เปรียบกว่านะ!

ความคิดเห็นของเพื่อนๆ (0)

{{comment.comment}}

{{subcomment.comment}}

บทความที่น่าสนใจ

ฮีโร่เดือนนี้

ยกเลิก
ตกลง