ข่าวเศรษฐกิจที่ฮอตสุด ๆ ตอนนี้คงหนีไม่พ้นข้อพิพาททางการค้าจีนกับสหรัฐฯ สำหรับน้อง ๆ คนไหนที่ตามข่าวเศรษฐกิจหรือเข้าอ่านข่าวกองทุน AFTERKLASS อยู่บ่อย ๆ คงพอคุ้นเคยกับข่าวสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ กันมาบ้างใช่มั้ยล่ะ เรื่องที่ 2 ประเทศนี้ทำสงครามกันด้วยการตั้งกำแพงภาษีนั่นแหละ วันนี้พี่ยูโรเลยจะพาไปดูถึงจุดเริ่มต้นของสงครามนี้ ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร? แล้วส่งผลกระทบอะไรต่อเศรษฐกิจบ้านเราบ้าง?...

 

จุดเริ่มต้นของสงครามการค้า

เริ่มต้นจากการที่ทรัมป์มีนโยบายหาเสียงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีว่า “อเมริกาต้องมาก่อน” จากนโยบายนี้ทำให้ทรัมป์ได้รับคะแนนความนิยม จนได้ตำแหน่งประธานาธิบดีในที่สุด เมื่อทรัมป์ได้ตำแหน่งก็เริ่มทำหน้าที่ตามที่สัญญาเอาไว้ โดยดูว่ามีประเทศใดที่ได้เปรียบสหรัฐฯ อยู่บ้าง และแน่นอนว่าจีนก็ตกเป็นเป้าหมายสำคัญ เมื่อพบว่าสหรัฐฯ เสียดุลการค้าให้กับจีนอยู่ เพราะสหรัฐฯ ต้องนำเข้าสินค้าจากจีนเยอะมาก 

 

ดังนั้น ทรัมป์จึงเริ่มประกาศเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม เพื่อลดการเสียดุลการค้าให้จีน เมื่อโดนแบบนี้มีหรือที่จีนจะยอม เพราะจีนก็เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่พอ ๆ กับสหรัฐฯ แถมยังถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐในฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศไว้อีกเพียบ จีนเลยโต้กลับด้วยการขึ้นภาษีพวกสินค้าเกษตรที่เป็นสินค้ารายได้หลักของฐานเสียงทรัมป์เช่นกัน จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามการค้านั่นเอง

 

ไฮไลต์สำคัญจากสงครามการค้า

1. สหรัฐฯ แบน Huawei และกล้องวงจรปิด CCTV โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ว่าห้ามไม่ให้บริษัทโทรคมนาคมของสหรัฐฯ ติดตั้งอุปกรณ์ที่ผลิตโดยต่างชาติ ที่อาจส่งผลให้ความมั่นคงของประเทศอยู่ในความเสี่ยง

2. จีนโต้กลับสหรัฐฯ ไม่ส่งออกแร่หากยาก อย่างแร่ “แรร์เอิร์ธ” ซึ่งแร่หายากชนิดนี้ เป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งหากจีนไม่ส่งออกให้สหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีต่าง ๆ

 

สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ กระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร

1. ภาพรวมเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ยอดการส่งออกของประเทศคู่ค้าไปยังทั้ง2 ประเทศนี้ลดลง จนส่งผลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าด้วย อีกทั้งบริษัทในประเทศจีน ต่างย้ายฐานการผลิตออกมาอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านแทน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ประเทศในอาเซียนเป็นฐานการส่งออก เนื่องจากประเทศในอาเซียนจะไม่ได้รับผลกระทบจากการส่งออกสินค้าโดยตรงไปยังประเทศจีนและสหรัฐฯ

2. เศรษฐกิจไทยเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบ ในช่วงที่ผ่านมามูลค่าการส่งออกสินค้าไทยมีทิศทางชะลอตัวลง หลังจากที่ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 12.4 ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561โดยมูลค่าการส่งออกในไตรมาสที่ 1 ของปี 2562 หดตัวร้อยละ 4.0 จากผลกระทบของสงครามการค้า

ข้อมูลจาก รายงานนโยบายการเงิน มิถุนายน 2562จากธนาคารแห่งประเทศไทย

 

ซึ่งเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบ คือ สินค้าไทยที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม Supply Chain ของจีน เช่น สินค้าเกษตร อาหาร จะสามารถใช้โอกาสนี้ในการส่งออกสินค้าไปทดแทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐฯ และทดแทนสินค้าสหรัฐฯ ในตลาดจีน ขณะเดียวกันสินค้าไทยที่อยู่ใน Supply Chain ของจีน ก็จะได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษีเช่นกัน ได้แก่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผงวงจรไฟฟ้า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น ซึ่งมีสัดส่วนรวมเป็น 23% ของการส่งออกจากไทยไปจีน

 

น้อง ๆ จะเห็นได้ว่าสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยจริง ๆ ซึ่งเรื่องของเศรษฐกิจถือเป็นเรื่องใกล้ตัวเราเช่นกัน หากน้อง ๆ ได้อัปเดตข่าวสารอยู่เรื่อย ๆ ก็จะทำให้เข้าใจสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ถ้าใครคิดอยากทำธุรกิจหรือมองหาช่องทางการลงทุน ก็จะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าตอนนี้โอกาสของธุรกิจเราอยู่ตรงไหน เพราะวิกฤตย่อมมาพร้อมกับโอกาสเสมอ

ความคิดเห็นของเพื่อนๆ (1)

{{comment.comment}}

{{subcomment.comment}}

บทความที่น่าสนใจ

ฮีโร่เดือนนี้

ยกเลิก
ตกลง